ศาสตราจารย์ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ชื่อเดิม “ป่วน อินทุวงศ์” ได้รับพระราชทานนามสกุลในสมัยรัชกาลที่ 6 เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2440 ณ บ้านปลายคลองใหม่ อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นบุตรคนที่สามของนายกลั่น กับนางปาด

ชีวิตช่วงวัยเด็กของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ เมื่ออายุได้ 8 ปี บิดาได้พาไปฝากเป็นศิษย์กับพระอาจารย์เชย เจ้าคณะตะวันออก รองเจ้าอาวาสวัดท่าข้าม ใน อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยในช่วงแรกได้เริ่มเรียนอักขระสมัย หนังสือขอม และอ่านหนังสือพระมาลัย เป็นเวลา 3 ปี จึงเรียนจบ ต่อมาได้เรียนกับพระอาจารย์แหวน วัดบางช้างเหนือ จนถึง พ.ศ. 2452 พระอาจารย์แหวนได้นำไปฝากท่านพระครูสังฆกิจจารักษ์ (จืด) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ อยู่ที่คณะ 10 หลังจากนั้นได้บรรพชาเป็นสามเณร และได้เข้าเรียนบาลีไวยากรณ์ในมหาธาตุวิทยาลัย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2458 หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ก็ได้สอบบาลีสนามหลวง เป็นเปรียญธรรม 3 ประโยค หลังจากนั้นก็ได้เป็นครูในโรงเรียนบาลีไวยากรณ์รุ่นแรก และตั้งแต่ พ.ศ. 2461 ได้เป็นครูสอนบาลีไวยากรณ์ที่วัดทองนพคุณ อ.คลองสาน ธนบุรี จนกระทั่งได้ลาสิกขาบทในปี พ.ศ. 2465 อย่างไรก็ตาม นอกจากจะเรียนภาษาบาลี ไวยากรณ์ ต่างๆ แล้ว หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์และเพื่อนๆ ในช่วงนั้นยังได้แอบไปเรียนภาษาอังกฤษและกฎหมายอีกด้วย

หลังจากลาสิกขาบทแล้ว คุณนายล้อม เหมขะญาติ ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ขณะอยู่ในสมณศักดิ์ ได้พาไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กเรือนนอกกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครั้งที่พระองค์ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมพระ ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกำลังดำรงตำแหน่งสังกัดกระทรวงมุรธาธร และหอพระสมุดสำหรับพระนคร โดยหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้เข้าทำงานในหอพระสมุดแผนกต่างประเทศตั้งแต่ พ.ศ. 2466 จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งปี จึงได้รับบรรจุในตำแหน่งรองบรรณารักษ์หอพระสมุดสำหรับพระนคร และในปีเดียวกันได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยของศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ในการตรวจพระราชพงศาวดารและจดหมายเหตุต่างๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ

พ.ศ. 2469 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ย้ายหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์มารับตำแหน่งรองภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้อำนวยการในการจัดตั้งสิ่งของการสารบรรณ บัญชีของ และป้าย ฯลฯ โดยในช่วงเวลาของการจัดการพิพิธภัณฑ์นั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงสั่งสอนการจัดพิพิธภัณฑ์ รวมถึงวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์อื่นๆ อีกมากแก่หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนบริบาลบุรีภัณฑ์” ในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2471 และเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น “หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์” เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2473

ในปี พ.ศ. 2477 ได้มีพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการใหม่ฉบับหนึ่งขึ้นในช่วงนั้น ซึ่งหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้รับเลือกเป็นภาคีสมาชิกแห่งราชบัณฑิตยสถาน สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ประจำวิชาโบราณคดี คนแรก ต่อมาได้เป็นหัวหน้ากองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุ แล้วย้ายกลับมาประจำที่กรมและดำรงตำแหน่งเป็นภัณฑารักษ์พิเศษ โดยในปี พ.ศ. 2491 กรมศิลปากรได้เข้าเป็นสมาชิกกรรมการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ (ICOM) หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการแห่งชาติว่าด้วยการพิพิธภัณฑ์ ICOM ด้วย จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็นคณบดีคนแรกของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ซึ่งทางมหาวิทยาลัยศิลปากรได้จ้างไว้เป็นที่ปรึกษาอีก 5 ปี จึงพ้นจากราชการ

หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้เขียนและแปลหนังสือต่างๆ เกี่ยวกับวิชาโบราณคดี วรรณคดี และประวัติศาสตร์ ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่องานโบราณคดีและประวัติศาสตร์ประเทศไทยเป็นอย่างมาก เช่น แปลศิลาจารึกหลักที่ 12 จารึกบนรอยพระพุทธบาทที่วัดบวรนิเวศฯ นิเทศแห่งวิชาโบราณคดี (Definition of Archaeology) เรื่องพระพุทธสิหิงค์ กับวิจารณ์ เรื่องเงินตราสยาม เรื่องพระมหาธาตุไชยา ลักษณะพระพุทธรูปสมัยต่างๆ ในประเทศไทย เรื่องพระพุทธชินราชทางโบราณคดี ตำนานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรื่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา ประชุมพงศาวดารภารที่ 31 ว่าด้วยเรื่องมิชชันนารีอเมริกันมาประเทศไทย ประชุมเรื่องโบราณคดี เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีงานพิเศษต่างๆ ที่หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้อุทิศตนให้แก่งานโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ จึงได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิต (โบราณคดี) กิตติมศักดิ์ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2510

หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้ถึงแก่กรรม ณ บ้านบุรีภัณฑ์ ต.นครชัยศรี อ.สามพราน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 รวมอายุได้ 89 ปี